

"คุณเชื่อในโลกหน้ามั้ย"
หนทางเดียวแห่งการได้มาซึ่งความสามารถและอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์
นั่นคือการยอมปลิดชีวิตตนเองเสีย แล้ววิถีแห่งการเป็น "โอปปาติก" (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) จะเริ่มต้นขึ้น
มีคำเล่าขานถึง "พลังพิเศษ" แห่งตัวตนโอปปาติกที่มีแตกต่างกันไป
แต่ทุกครั้งที่มันเลือกใช้ กลับต้องแลกด้วย "คำสาป" อันแสนเจ็บปวดอยู่เสมอ
ที่ผ่านมาเหล่ามนุษย์อาจไม่เคยล่วงรู้ถึงชีวิตใน "โลกซ้อนทับ" นี้
จนกระทั่งเมื่อมีมนุษย์หาญกล้า "คิดล่า" เหล่าโอปปาติก
เพื่อ "ท้าทาย" ขอบเขตแห่งอำนาจนานนับศตวรรษของพวกมัน
เมื่อนั้น...สงครามระหว่าง "มาร 5 ตน" กับ "1 คนธรรมดา" จึงอุบัติขึ้น
ถึงเวลาที่ "มารจะล่าคน" และ "คนจะล่ามาร"
นิรุตติ์ ศิริจรรยา
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
สมชาย เข็มกลัด
ชาคริต แย้มนาม
พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์
เร แม็คโดแนลด์
อธิป นานา
เข็มอัปสร สิริสุขะ
ธนกร พงษ์สุวรรณ
แฟนตาซี, แอ็กชัน
ชลาพุชะ คือ เกิดในครรภ์ คลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน, หมา, แมว, ช้าง เป็นต้น
อัณฑชะ คือ เกิดในไข่ ออกมาเป็นฟองและฟักเป็นตัว เช่น ไก่, นก, เป็ด, จิ้งจก เป็นต้น
สังเสทชะ คือ เกิดในไคล เกิดในสภาพชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย เช่น หนอน, จุลินทรีย์ เป็นต้น
โอปปาติก คือ เกิดผุดขึ้นเต็มตัวทันที เช่น เทวดา, อสูรกาย, ผี, มนุษย์บางจำพวก (พระอนาคามี)
ความรู้เรื่องการเกิดใหม่ของสรรพชีพสรรพสัตว์ใน 4 รูปแบบของพุทธศาสนา นับว่าเป็นก้าวหน้ากว่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะในวงการวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาพันธุศาสตร์ยังไม่อาจเข้าถึงความรู้เรื่องกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่ 4 "โอปปาติก" ได้เลย แต่ในทางพุทธศาสนามีมานาน 2 สหัสวรรษแล้ว
พลังงาน (วิญญาณ) ในมิติคู่ขนาน (สัมปรายภพ)
มีผู้กล่าวว่าสรรพสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์แลเห็น มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอกซึ่งเป็นตัวแทนของบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งก็คือพลังงานอันเป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน ร่างกายภายนอกจึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และเมื่อร่างกายเสื่อมสลายลง สิ่งที่ต้องดำรงอยู่ต่อไปก็คือพลังงานที่ดำรงอยู่ภายในที่เป็นแก่นแท้นั่นเอง
บางครั้งการที่เรามองไม่เห็นบางสิ่งหรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นไม่มีอยู่ กล่าวได้ว่าภพหน้านั้น ถ้าหากมีสถิตอยู่ที่ไหน ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่าอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์โลกของเรานี่เอง เพียงแต่คงรูปเป็นพลังงานที่เรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ เนื่องจากอินทรียวิสัยคือตาและจิตของเรา ไม่มีศักยภาพพอที่จะมองเห็น หากแต่ว่าเราแปรสภาพเป็นพลังงาน (วิญญาณ) อันเป็นแก่นแท้ของมนุษย์เมื่อใด เมื่อนั้นอินทรียวิสัยของเราก็จะมีศักยภาพพอที่จะมองเห็นในภพภูมิที่ซ้อนทับอยู่ได้ ดังที่เราเรียกกันติดปากว่า "โลกหน้า" หรือ "สัมปรายภพ" นั่นเอง
"เจตภูติ" หมายถึง ร่างทิพย์ (Astral Body) ตามลัทธิโยคีโบราณ ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นกายทิพย์ที่เคลื่อนออกจากร่างและปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราว ลัทธิโยคีโบราณ แบ่งมนุษย์ออกเป็น 7 ชั้น ดวงวิญญาณอยู่ชั้นในสุด
7. วิญญาณ 6. ดวงจิต 5. ปัญญา 4. สัญญา 3. ปราณ 2. เจตภูติ 1. ร่างกาย

ผมคาดหวังจะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์แนว Action Fantasy
ที่มีเรื่องราวและการตีความจากความเชื่อ
แนวคิดในแบบพุทธศาสตร์ซึ่งมันใกล้กับวิถีของคนไทย
บวกกับฝีมือระดับเยี่ยมจากนักแสดงทุกคนที่ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้
เราคงได้การห้ำหั่นกันของพวกเขาเหล่านั้น
ทั้งฉากแอคชั่นและอารมณ์ที่นำไปสู่การต่อสู้
ซึ่งทั้งหมดผมคิดว่ามันน่าสนใจ
โปรเจกต์ "โอปปาติก" (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)
มันจึงเริ่มต้นขึ้น...