ผมได้อ่านบทความของ "นาธาเนียล ริช" ที่ตีพิมพ์ลงนิตยสาร "New York Times" มันทำผมตื่นตัวกับปัญหานี้อย่างมาก ผมเป็นทั้งศิลปินและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผมเลยรู้สึกว่าหนังที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของ "ร็อบบ์ บิลอตต์" จะเป็นการผสมผสานทั้งงานแสดง และงานรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันได้ ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนะ ผมเคยตั้งบริษัท "Water Defense" มาแล้วเพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวเรื่องผลกระทบต่อน้ำประปาและสุขภาพที่เป็นผลมาจากการการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผมว่าน่าจะเอาประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาปรับใช้กับการรับบทในเรื่องนี้ได้
"โรเบิร์ต" หรือ "ร็อบ บิลอตต์" เป็นคนยังไง
เขาเป็นคนที่ติดอยู่ระหว่างสองโลก เขาโตมาที่เมืองเล็กๆ ในเวสต์เวอร์จิเนีย เขาใช้ชีวิตวัยเด็กที่นั่น แต่เขากลายมาเป็นทนายความของสำนักงานกฎหมายยักษ์ใหญ่ของซินซินเนติที่ถูกมอบหมายให้ปกป้องไม่ให้ลูกค้าที่เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ถูกฟ้อง ไม่ใช่เป็นคนฟ้องบริษัทนั้นเสียเอง เขาสร้างตัวขึ้นมาได้ เป็นคนชนชั้นที่สูงขึ้นมากกว่าตอนที่เขายังเด็ก เขายังต้องเผชิญกับความแตกต่างทางชนชั้นแม้แต่ในครอบครัวของเขาเองก็ตาม การหาจุดสมดุลในชีวิตคือความท้าทายของเขาเลย สิ่งที่ร็อบทำไปมันน่ายกย่องมาก แต่เขาไม่เคยโอ้อวด เขาให้ความสำคัญกับทีมงานและข้อเท็จจริง เขาไม่เคยเอาอารมณ์ตัวเองมาปะปน เขาไม่เคยด่วนสรุปไปเอง
เราเริ่มจากการอีเมลคุยกัน หลังจากแลกเปลี่ยนกันไปมา ผมต่อสายหาร็อบ ผมบอกเขาว่ามันยังมีเรื่องบางส่วนที่บทความนั้นอธิบายไม่หมด ที่ผมอยากรู้จากปากร็อบคือ มันยากกว่าเดิมไหมที่คุณต้องทำอะไรแบบนี้ทั้งๆ ที่ทำงานกับสำนักงานกฎหมายที่แก้ต่างให้บริษัทเคมีภัณฑ์เท่านั้น ร็อบบอกผมว่า 'ฟังนะ ผมจะเล่าให้คุณฟังทุกอย่างเลย' นั่นแหละคือตอนที่ผมอยากทำงานนี้ให้สำเร็จ
ผม ผู้กำกับ และนักเขียนบท เดินทางไปปาร์กเกอร์สเบิร์ก จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ในเรื่อง โดยมีร็อบเป็นไกด์พาทัวร์เองเลย ผมได้ไปเยี่ยมบ้านเขา ผมพยายามใส่ใจทุกรายละเอียดของร็อบและครอบครัว สังเกตทั้งด้านกายภาพ วิธีพูด วิธีเดิน ผมแทบไม่ยิ้มเลยในเรื่อง นั่นคือตัวอย่างเล็กน้อยจากผลที่ผมได้จากการใช้เวลากับเขา
คุณได้อะไรบ้างจากการก้าวเข้ามารับบทนี้
อย่างแรกมันสดชื่นดีที่ได้กลับมาเล่นหนังเน้นประเด็นดราม่าอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบเล่นเป็นเดอะ ฮัลค์นะ นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่สนุกที่สุดในชีวิตการแสดงของผมเลย อย่างที่ผมบอกไปผมนับถือในร็อบจริงๆ เขาเอาทุกอย่างไปเสี่ยงเพื่อความถูกต้อง เพื่อส่วนรวม ผมคิดว่าการที่คนเราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ คุณต้องเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง ทุกที่ที่คุณไปตลอดเวลา นั่นแหละคือเส้นทางของฮีโร่ แถมมันยังเหมาะกับการทำเป็นหนังด้วย ยิ่งคุณมีเรื่องที่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ มันยิ่งเล่าสนุกเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน "Dark Waters" มันผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว คุณคิดว่าอะไรที่จะทำให้มันโดนใจผู้ชมยุคปัจจุบัน
การที่มันถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ หมายถึงโอกาสที่จะได้ส่งสารเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีไปยังคนหมู่มาก มันเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนได้เข้าใจถึงภัยอันตรายชนิดนี้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันยังตั้งคำถามว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาได้ยังไง เรารู้ดีว่าประเทศนี้อาจจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่กลับเกิดการปนเปื้อนของสารเคมีครั้งใหญ่ขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่ปรากฏขึ้นอย่างเท่านั้น แต่มันมีแหล่งกำเนิดจากที่นี่ในอเมริกา หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ต้องการบอกว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ยังอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
เตรียมพิสูจน์ความเยี่ยมทางการแสดงของ "มาร์ก รัฟฟาโล" พร้อมติดตามการขุดลึกคดีน้ำเน่า เปิดโปงอำนาจสกปรกครั้งประวัติศาสตร์ได้ใน "Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก" 23 มกราคมนี้ ในโรงภาพยนตร์